หมูสามชั้นผัดเผือก กินเล่นก็ได้ กินเป็นกับข้าวก็ดี คาสิโนออนไลน์ เครดิตฟรี

หมูสามชั้นผัดเผือก

หมูสามชั้นผัดเผือก เมนูที่ทำกินเล่นง่ายสุดๆได้ที่บ้าน หรือกินเป็นกับข้าวก็ยังได้ แล้วก็ใช้วัตถุดิบที่หาได้ง่ายตามตลาดหรือหลายบ้านก็มีติดครัวไว้กันอยู่แล้ว เป็นเมนูที่ติดอกติดใจกันทั้งคนแก่และก็เด็ก คาสิโนออนไลน์ เครดิตฟรี

ส่วนผสม หมูสามชั้นผัดเผือก

  • หมูสามชั้นหั่นชิ้น 220 กรัม
  • เผือกหั่นชิ้นสี่เหลี่ยม 170 กรัม
  • แปะก๊วยต้มสุก 50 กรัม
  • เกาลัดคั่วสุก 50 กรัม
  • พริกหวานสีแดงหั่นเส้น 50 กรัม
  • ซอสหอยนางรม 10 กรัม
  • ซีอิ๊วขาวเห็ดหอม 2 กรัม
  • เต้าเจี้ยวเห็ดหอม 10 กรัม
  • น้ำตาลทราย 4 กรัม
  • เหล้าจีน 20 กรัม
  • น้ำมันงา 1/2 ช้อนชา
  • ต้นหอมหั่นท่อน 40 กรัม
  • กระเทียมสับ 10 กรัม
  • น้ำมันพืช 10 กรัม
  • น้ำมัน (ทอด)

วิธีทำ หมูสามชั้นผัดเผือก

  • ตั้งกระทะแล้วใส่น้ำมันพอเริ่มร้อน ใส่เผือกลงทอดจนพอสุกเหลืองตักขึ้น ต่อจากนั้นใส่หมูสามชั้นลงทอดต่อดูจนหนังตึงเหลือง ตักขึ้นพักไว้
  • เทน้ำมันลงในกระทะพอน้ำมันเริ่มร้อนแล้วให้ ใส่กระเทียมลงเจียวพอแค่เหลืองใส่หมูสามชั้น, เผือก, แปะก๊วย, เกาลัด, พริกหวาน ผัดคละเคล้าให้เข้ากัน
  • แต่งรสด้วยซอสหอยนางรม, ซีอิ๊วขาวเห็ดหอม, เต้าเจี้ยวเห็ดหอม, น้ำตาล, เหล้าจีน, น้ำมันงา ผัดให้คละเคล้าให้เข้ากัน ใส่ต้นหอมแล้วผัดให้เข้ากันอีกรอบ ตักใส่ภาชนะ จัดเสิร์ฟ คาสิโนออนไลน์ เครดิตฟรี

คาสิโนออนไลน์ เครดิตฟรี : “ซุปปลาหมึกสอดไส้” อร่อย แถมสุขภาพดี

ใครชอบปลาหมึกต้องทำเมนูนี้ รับประกันความอร่อย บวกกับดีต่อสุขภาพอย่างแน่นอน บอกเลยใครยังไม่เคยลองต้องลองแล้วกับเมนูนี้ ” ซุปปลาหมึก สอดไส้ ”  คาสิโนออนไลน์ เครดิตฟรี

” ซุปปลาหมึก สอดไส้ “

ส่วนผสม 

  • ปลาหมึก 4 ตัว
  • หมูสับปรุงรส 200 กรัม
  • แครอทลวกหั่นช้ินเต๋า 20 กรัม
  • เห็ดชิเมจิ 50 กรัม
  • ขึ้นฉ่าย (หั่นท่อน) 5 กรัม
  • ต้นหอม (หั่นท่อน) 5 กรัม
  • น้ำมันหอย 10 กรัม
  • น้ำปลา 8 กรัม
  • ซอสปรุงรส 8 กรัม
  • น้ำตาลทราย 8 กรัม
  • ผงปรุงรสหมู 8 กรัม
  • พริกไทยป่น 8 กรัม
  • น้ำเปล่า 500 กรัม

วิธีทำ

  • ล้างปลาหมึกให้เรียบร้อย โดยดึงในส่วนหัวแล้วก็หนวดออกมาจากตัว รวมทั้งแกน ปลาหมึก ภายใน แล้วล้างตัวปลาหมึกให้เรียบร้อย ใส่จานพักไว้
  • ลำดับต่อไป มาทำส่วนประกอบของไส้ปลาหมึก โดยน้ำหมูสับ แครอทต้มหั่นเต๋าเล็ก น้ำมันหอย ซอสแต่งด้วยน้ำตาล 4 กรัม รวมทั้งพริกไทยป่น 4 กรัม คลุกส่วนประกอบให้เหมาะ พักไว้โดยประมาณราวๆ 15 นาที
  • นำส่วนประกอบของไส้หมูสับ ยัดใส่ไว้ภายในตัวปลาหมึกที่ล้างไว้แล้ว
  • ใช้มีดบากกึ่งกลางตัวปลาหมึก เพื่อมองเห็นไส้ภายใน จะมองน่าอร่อยเพิ่มขึ้นเมื่อปรุงเสร็จ
  • ซุปปลาหมึก สอดไส้ นำหม้อใส่น้ำตั้งไฟกลาง คอยให้น้ำเริ่มเดือด แล้วใส่ผงแต่งรสหมู ต่อจากนั้นใส่แครอทดิบ แล้วก็เห็ดชิเมจิที่จัดเตรียมไว้ลงไปต้ม
  • ซุปปลาหมึก สอดไส้ เมื่อเริ่มน้ำเดือดจัดให้นำตัวปลาหมึกยัดไส้และก็หนวดลงไป ขั้นตอนนี้อย่าพึ่งจะใช้ทัพพีคนด้วยเหตุว่าอาจจะเป็นผลให้เกิดความคาวได้
  • แต่งรสด้วยน้ำปลา น้ำตาลนิดหน่อยรวมทั้งพริกไทยป่นอีกบางส่วน และก็ตามด้วยขึ้นฉ่ายและก็ต้นหอม แล้วพอหลังจากนั้นก็ค่อยปิดไฟ ตักใส่ถ้วยพร้อมเสิร์ฟ ทานพร้อมกับข้าวสวยร้อนๆได้เลย ซุปปลาหมึก สอดไส้

ยำเห็ดฟาง

ยำเห็ดฟาง

” ยำเห็ดฟาง หรือยำเห็ดเฟือง” เป็นอาหารประเภทยำ ที่นำเอาส่วนผสมที่เป็นของที่สุกแล้ว ลงไปผสมกับเครื่องปรุง มีวิธีการปรุงเช่นเดียวกับยำจิ๊นไก่ หรือจะใช้พริกลาบ หรือเครื่องปรุงลาบ มาเป็นเครื่องปรุงก็ได้

ยำเห็ดฟาง

ส่วนผสม

  • เห็ดฟาง 200 กรัม
  • ข้าวคั่ว 10 กรัม
  • ตะไคร้ซอย 10 กรัม
  • ผักชีฝรั่งซอย 10 กรัม
  • ผักไผ่ซอย 10 กรัม
  • สะระแหน่ซอย 10 กรัม
  • ผักชีซอย 10 กรัม
  • ต้นหอมซอย 10 กรัม
  • กระเทียมสับ 10 กรัม
  • หอมแดงซอย 20 กรัม

เครื่องแกง

  • พริกลาบ 10 กรัม
  • กะปิ 4 กรัม
  • ปลาร้าต้มสุก 4 กรัม
  • เกลือ 2 กรัม

วิธีทำ

  • คั่วกะปิและ ปลาร้า แล้วก็ใส่พริกลาบลงคั่ว จนกระทั่งมีกลิ่นหอม
  • ใส่ข้าวคั่ว แล้วเติมน้ำ ตั้งให้เดือด
  • ใส่เห็ดฟาง ต้มจนกระทั่งเห็ดสุก
  • ใส่ตะไคร้ซอย คนจะกว่าจะเข้ากัน
  • ใส่หอมแดงซอยลง
  • โรยด้วยผักชีฝรั่ง ,ผักชี ,ต้นหอม ,ผักไผ่ และก็สะระแหน่

ลาบปลาหมึก จานแซบ กับข้าวก็ได้ กับแกล้มก็ดี

ลาบปลาหมึก

วันนี้ขอนำเสนอเมนูที่เป็นได้ทั้งกับข้าวและกับแกล้มมาฝากกัน ” ลาบปลาหมึก ” ซึ่งเราจะเลือกปลาหมึกสดๆ ยิ่งเพิ่มความอร่อยกของจานนี้มากขึ้น ปรุงรสได้ความตามใจชอบเลย…

ลาบปลาหมึก

ส่วนผสม

  • ปลาหมึกกล้วย 500 กรัม
  • ผักชีฝรั่ง (ซอย) 1.5 ช้อนโต๊ะ
  • ต้นหอม (ซอย) 2 ต้น
  • หอมแดง (ซอย) 2 ช้อนโต๊ะ
  • พริกขี้หนูแห้ง (คั่วป่น) 2.5 ช้อนชา
  • ข้าวคั่ว (ป่น) 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมะนาว 4 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
  • ใบสะระแหน่ 50 กรัม

วิธีทำ

  • ล้างปลาหมึก หั่นครึ่งตัวตามทางยาว ล้างให้สะอาด แล้วบั้งเป็นตาราง หั่นชิ้นประมาณพอดีคำ นำไปลวกกับน้ำเดือดๆ จนกระทั่งสุก ตักพักขึ้นไว้ก่อน
  • จากนั้นใส่น้ำปลา น้ำมะนาว พริกป่น และก็ข้าวคั่ว คลุกเคล้าจะกว่าจะเข้ากัน แล้วชิมรสตามความชอบ ใส่หอมแดง ,ผักชี ,ต้นหอม ,ใบสะระแหน่ คลุกเคล้าให้เข้ากันอีกที ตักใส่จาน

“ขนมจ็อก” ประจำเทศกาลสงกรานต์

ขนมจ็อก

” ขนมจ็อก หรือ ขนมเทียน” บางท้องถิ่นเรียกว่า “ขนมนมสาว” เป็นขนมที่นิยมทำ ในช่วงเทศกาลวันสงกรานต์มาแต่ว่าโบราณ รวมทั้งงานบุญต่างๆและบางสูตรใส่ถั่วลิสง(ถั่วดิน)ป่น หรืองาขี้ม้อน ลงในไส้มะพร้าว หรือไส้ถั่วเขียวก็ได้

ขนมจ็อก หรือ ขนมเทียน

โดยนำเอาถั่วเขียวนึ่งแล้วบด เอามาผสมหรือผัดกับเครื่องปรุง มีรสเค็มนำจะ เรียกว่า ““ไส้เค็ม”

ปัจจุบันนี้ มีการทำไส้ขนมจ็อกมากมาย ตามแต่ที่ผู้ทำจะชื่นชอบ ยกตัวอย่างเช่น ไส้ถั่วเขียว ,ไส้ถั่วแดง ,ไส้เค็ม ราวกับไส้ซาลาเปา

ส่วนผสม

  • แป้งข้าวเหนียวดำ 300 กรัม
  • น้ำตาลปี๊บ 1 ถ้วย
  • เกลือป่น 2 ช้อนชา
  • น้ำมันพืช 2 ช้อนชา

วิธีทำ

  • ทำไส้ขนมนั้น นำมะพร้าวขูดลงผัดในกระทะ ใช้ไฟปานกลาง ผัดพอที่จะเริ่มหอม ใส่เกลือ 1 ช้อน โต๊ะ ผัดให้เข้ากัน
  • ผัดไส้มะพร้าวจนกระทั่งเหนียวกำลังดีแล้ว พักไว้
  • ทำแป้งของขนม นำแป้งนวดผสมกับน้ำ และก็เกลือป่น 1 ช้อนชา ให้เข้ากันจนกระทั่งเป็นก้อน
  • ฉีกใบตองกล้วยกว้างโดยประมาณ 10 เซนติเมตร นำด้านที่ห่อมาให้ทาน้ำมันให้ทั่ว
  • โดยนำแป้งที่นวดมาทำเป็นแผ่นกลม ใส่ไส้มะพร้าวตรงกลาง แล้วห่อแป้งให้มิดไส้ของขนม แล้วกดคลึง เป็นก้อนกลม
  • ทำใบตองกล้วยเป็นทรงกรวย ใส่ขนมลงในใบตองกล้วย พับทบข้างล่าง ซ้าย ขวา นำด้านที่แหลมสอดใส่ พับ แล้วห่อจะได้ขนมทรงสามเหลี่ยม
  • นำไปนึ่งด้วยไฟแรงโดยประมาณราวๆ 20 นาที

เคล็ดลับความอร่อย

  • แป้งสำหรับทำขนมจ็อก บ้างบางทีก็อาจจะผสมแป้งข้าวจ้าวนิดหน่อย เพื่อไม่ให้เหนียวเกินไปมากนัก แล้วก็บางทีอาจใส่น้ำอ้อยลงในแป้ง เพื่อแป้งมีรสหวาน
  • มะพร้าวสำหรับทำไส้ของหวานจ็อก ควรจะใช้มะพร้าวที่ไม่แก่เกินไป และก็ไม่อ่อนเกินไป หรือที่เรียกว่า “”มะพร้าวทึนทึก””

เมี่ยงปลาช่อนเผา เมนูเด็ด ถูกปากทุกคน ทุกภาค

เมี่ยงปลาช่อนเผา

เมี่ยงปลาช่อนเผา เป็นอาหารที่มีเครื่องปรุงไม่มากและมี ขั้นตอนการทำก็ไม่ไม่ยุ่งยาก เพียงแค่ขอให้เลือกปลาช่อนที่สดใหม่ เมนูนี้ก็อร่อยเด็ดถูกปากกับทุกคนแล้วจ้ะ วันนี้เราเอาสูตรพร้อมน้ำจิ้มเด็ดๆมาฝาก มาดูกันเลย

เมี่ยงปลาช่อนเผา

ส่วนผสม

  • ปลาช่อน ขนาด 1 กก.
  • ตะไคร้ 3 หัว
  • เกลือ
  • แป้งสาลี
  • ผักกาดขาว
  • ผักชีฝรั่ง
  • ผักกาดหอม
  • เส้นขนมจีน

ส่วนผสมน้ำจิ้ม

  • พริกขี้หนูสวนสีแดง 100 กรัม
  • กระเทียมปอกเปลือก 100 กรัม
  • รากผักชี 3 ราก
  • น้ำกระเทียมดอง 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมะนาว 3 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำน้ำจิ้ม

  • โขลกพริกขี้หนูสวนรากผักชีและกระเทียมให้ละเอียด ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำกระเทียมดองและน้ำมะนาว ชิมรสให้ได้รสที่กลมกล่อมตามชอบ

วิธีทำ

  • ล้วงไส้ปลาออก ล้างปลาให้สะอาด ใช้เกลือทาให้ทั่วผิวปลาแล้วก็ล้างน้ำออกเพื่อกำจัดมูกแล้วก็กลิ่นคาว
  • บุบหัวตะไคร้แค่พอแตก แทงตะไคร้ผ่านปากปลาจนกระทั่งสุด
  • ผสมเกลือกับแป้งสาลีนิดหน่อย เอามาทาให้ทั่วตัวปลา
  • ตั้งเตาถ่านไฟกลาง ค่อยๆปิ้งให้ทั่วด้าน ราวๆ 50 นาที หรือจนกระทั่งเนื้อปลาสุกสังเกตจากแป้งเกลือที่อยู่รอบตัวปลาเริ่มไหม้
  • ยกปลาออกมาจากเตา ทานคู่กับผักเคียง เส้นขนมจีน รวมทั้งน้ำจิ้มแจ่ว

ฉู่ฉี่เต้าหู้ไข่ เมนูแนะนำสำหรับตนที่ไม่ชอบทานเนื้อสัตว์

ฉู่ฉี่เต้าหู้ไข่

ฉู่ฉี่เต้าหู้ไข่ เมนูอาหารเชิญชวนหิวที่แนนจะเชิญชวนเพื่อนพ้องๆมาลงมือกระทำวันนี้มีชื่อว่าฉู่ฉี่เต้าหู้ไข่ค่ะ รสเผ็ด หวาน หอม มันครบรสเลยคะ คนไหนที่ไม่ทานเนื้อสัตว์ก็สามารถทำทานได้ด้วย

ฉู่ฉี่เต้าหู้ไข่

ส่วนผสม

  • เต้าหู้ไข่ไก่ 3 ชิ้น
  • พริกแกงแดง 1 ช้อนโต๊ะ
  • นมข้นจืด 1 ช้อนโต๊ะ
  • ใบโหระพา 2 ถ้วย
  • ใบมะกรูดซอย 5 ใบ
  • พริกชี้ฟ้าแดง 5 กรัม
  • น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลปี๊บ 0.5 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

  • หั่นเต้าหู้ไข่ไก่ ชิ้นเท่าๆกัน หลังจากนั้นนําไปย่างในกระทะให้ ขึ้นสี นําใส่จานแล้วพักไว้
  • ผัดพริกแกงแดงให้สุก เพิ่มเติมนมข้นจืดลงไป แต่งรสด้วยน้ําปลา น้ําตาล ปี๊บ คนจะกว่าจะเข้ากัน เพิ่มความหอมด้วยใบโหระพา ใบมะกรูดซอย และก็พริกชี้ฟ้าแดง
  • นําแกงฉู่ฉี่ราดบนเต้าหู้ไข่ในจาน โรยตกแต่งด้วยใบมะกรูดซอยแล้วก็ พริกชี้ฟ้าแดงให้เกิดความสวยงาม เสิร์ฟพร้อมข้าวสวยร้อนๆ

“ไข่ตุ๋นกะหล่ำปลี” เปิดวิธีใหม่แห่งการทำเมนูตุ๋น

เด็กๆ

บ้านไหนมี เด็กๆ ต้องลองทำเมนูนี้เลย “ไข่ตุ๋นกะหล่ำปลี” น่าจะเป็นที่โปรดปานสำหรับเด็กๆและทุกคนในบ้านอย่างแน่นอนเลยนะ เนียน นุ่ม ชุ่ม ฉ่ำ ทุกคำ และได้ความหวานจากกระหล่ำปลีอีกด้วย

บ้านไหนมี เด็กๆ ต้องลองทำเมนูนี้เลย

ส่วนผสม

กะหล่ำปลี 1 หน่วย

-ไข่ไก่ 2 ฟอง

-กุ้งสด 3 – 5 ตัว

-แครอทหั่นชิ้นเต๋า 2 ช้อนโต๊ะ

-ต้นหอมซอย 2 ช้อนโต๊ะ

-น้ำซุป 6 ช้อนโต๊ะ

-น้ำปลา 1 – 2 ช้อนชา

-ซอสปรุงรส 1 ช้อนชา

-พริกไทยป่นเล็กน้อย

วิธีทำ

-นำกะหล่ำปลีไปล้างให้สะอาด จากนั้นใช้มีดคว้านตรงกลางให้เป็นช่องสำหรับใส่ไข่ตุ๋นลงไป เมื่อคว้านเสร็จแล้ววางใส่จานพักไว้

-มาเตรียมส่วนผสมของไข่ตุ๋นกันบ้าง โดยนำไข่มาตอกในชามผสม จากนั้นตีให้ขึ้นฟู

-เทน้ำซุป น้ำปลา ซีอิ๊วขาว พริกไทย และแครอทตามลงไปในชามผสมไข่ ตีให้ส่วนผสมเข้ากัน

-นำส่วนผสมใส่ลงในกะหล่ำปลีที่คว้านกลางไว้ อย่าใส่จนล้นเกินไปเพราะไข่จะขึ้นฟูอีกเล็กน้อยเมื่อสุก จากนั้นวางกุ้งสด ต้นหอมและแครอทโรยหน้า

-นำไข่ตุ๋นกะหล่ำปลีไปนึ่งให้สุก โดยใช้เวลาประมาณ 15 – 20 นาที

-เมื่อนึ่งเสร็จเรียบร้อยแล้วให้โรยด้วยต้นหอมซอยและพริกไทยอีกเล็กน้อย ยกเสิร์ฟได้เลย

เทคนิคชวนอร่อย
*กะหล่ำปลีที่ถูกคว้านออกมา สามารถนำไปรับประทานหรือเป็นส่วนประกอบในอาหารจานอื่น ๆ ได้
*วิธีการเลือกกะหล่ำปลี ให้เลือกหัวที่ความแน่นเพื่อไม่ให้ส่วนผสมของไข่ไหลออกมา
*วิธีการสังเกตุว่าไข่ตุ๋นสุกแล้วหรือไม่ ให้ใช้ส้อมจิ้มลงไปในไข่ ถ้าไม่มีน้ำไข่ดิบติดออกมา เป็นอันใช้ได้

นอกจากจะอร่อยแล้วยังมีประโยชน์ คุณแม่สามารถทำให้เด็กทานได้ทุกวันอย่างแน่นอน…


ขนมหวานเย็นสดชื่น เหมาะกับเดือนร้อนนี้ ” ไอศกรีมน้ำเต้าหู้งาดำ “

เมนูหวานเย็นสดชื่น

เมนูหวานเย็นสดชื่น ดับคลายร้องของเดือนเมษาแบบนี้ ทำง่าย ใช้วัตถุดิบน้อยประโยชน์เยอะ ดีต่อสุขภาพของเรา ” ไอศกรีมน้ำเต้าหู้งาดำ”

เมนูหวานเย็นสดชื่น เหมาะกับเดือนร้อนนี้ ” ไอศกรีมน้ำเต้าหู้งาดำ “

ส่วนผสม

-น้ำเต้าหู้ 2 ถ้วยตวง

-เฮฟวี่วิปปิ้งครีม 2 ถ้วยตวง

-น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วยตวง

-งาดำคั่วบด

วิธีทำ

-นำน้ำเต้าหู้ เฮฟวี่วิปปิ้งครีม งาดำคั่วบด น้ำตาลทราย และเกลือมาผสมรวมกัน แล้วนำขึ้นตั้งไฟ คนไปเรื่อย ๆ จนข้นเดือด จากนั้นยกลงจากเตา และพักไว้ให้เย็น

-เมื่อส่วนผสมเย็นลงแล้ว ให้เทใส่พิมพ์ แล้วปิดด้วยพลาสติกถนอมอาหาร จากนั้นนำเข้าช่องแช่แข็ง รอให้ไอศกรีมจับตัวจนแข็ง

-เมื่อไอศกรีมจับตัวแข็งได้ที่แล้ว ให้นำออกจากตู้เย็นมาขูดด้วยส้อมตะกุย 2-3 รอบ หรือใช้เครื่องตีแบบมือถือ (Hand Mixer) ปั่นวน 15-20 นาที จนเนื้อเข้ากันมากขึ้น

-จากนั้นนำไอศกรีมกลับไปแช่แข็ง แล้วทำตามวิธีที่ 3 ไปเรื่อย ๆ ประมาณ 2-3 รอบ แล้วนำเข้าแช่แข็งประมาณ 6 ชั่วโมง จะทำให้ไอศกรีมมีเนื้อเนียนละเอียดพร้อมตักทาน

เมนูหวานเย็นสดชื่น

ประโยชน์ของน้ำเต้าหู้

-อุดมด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายสูง ในน้ำเต้าหู้ประกอบไปด้วยสารอาหารที่ร่างกายต้องการอยู่เป็นจำนวนมาก ได้แก่ โปรตีน แคลเซียม ซีลีเนียม สังกะสี ฟอสฟอรัส กรดอะมิโนกว่า 18 ชนิด และธาตุเหล็ก รวมไปถึงวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นวิตามินเอ วิตามินอี วิตามินบี 1 และวิตามินบี 2 เป็นต้น

-บำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง น้ำเต้าหู้นั้นอุดมไปด้วยสารไอโซฟลาโวน ที่ช่วยลดการเสื่อมสภาพของกระดูกได้

-ช่วยลดและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ระดับน้ำตาลและอีซูลันในน้ำเต้าหูนั้นมีน้อยกว่านมชนิดอื่นๆ เมื่อดื่มแล้วจึงช่วยจึงลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน และยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติมากยิ่งขึ้น

– มีไขมันอิ่มตัวที่เหมาะสม น้ำเต้าหู้ประกอบไปด้วยไขมันไม่อิ่มตัว 63% ไขมันอิ่มตัว 15% และไขมันไม่อิ่มตัวชนิดเดี่ยว 24% ทำให้ไม่เกิดไขมันสะสมตามร่างกายจนเป็นผลเสีย นอกจากนี้ ยังมีกรดไลโนเลอิก (Linoleic) และกรดไขมันอื่นๆ ที่จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจลงได้

นอกจากประโยชน์ดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ประโยชน์ของน้ำเต้าหู้ยังมีอีกมาก ได้แก่ ช่วยลดอาการท้องผูก ลดอาการวัยทอง บำรุงสมอง บำรุงผิวพรรณให้สดใสเปล่งปลั่งขึ้น ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งต่างๆ และยังทำให้สร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรงอีกด้วย

เมนูหวานเย็นสดชื่น

ประโยชน์ของงาดำ

-บรรเทาอาการปวดข้ออักเสบรูมาตอยด์
สำหรับคนที่มีปัญหาข้อต่ออักเสบรูมาตอยด์ การรับประทานงาดำสามารถลดอาการปวดได้ เพราะธาตุทองแดงที่อยู่ในงาดำมีฤทธิ์ต้านอาการอักเสบ ทำให้อาการปวดลดลง นอกจากนี้ธาตุทองแดงยังมีส่วนช่วยสร้างคอลลาเจน ซึ่งคอลลาเจนนั้นสำคัญต่อการเสริมสร้างเนื้อเยื่อ ข้อต่อ กระดูกอ่อน และหลอดเลือดให้แข็งแรง

-บำรุงผิวพรรณและกระดูก
งาดำขึ้นชื่อว่าเป็นธัญพืชอีกชนิดหนึ่งที่อุดมไปด้วยแคลเซียม ซึ่งแคลเซียมที่อยู่ในงาดำนั้นมีมากกว่านมถึง 6 เท่า นอกจากนี้ก็ยังมีสังกะสีที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก เพิ่มมวลกระดูก จึงเหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือนที่มีความเสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุน ขณะที่วิตามินอีที่อยู่ในงาดำก็ยังมีส่วนสำคัญในการบำรุงผิวพรรณให้นุ่มชุ่มชื้น หากรับประทานเป็นประจำรับรองได้เลยว่ากระดูกแข็งแรง ผิวพรรณดี ห่างไกลจากริ้วรอยแห่งวัย ดูเด็กลงได้อีกหลายปีเลย

-ลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด
สารเซซามินและสารเซซาโมลิน เป็นไฟเบอร์ในกลุ่มลิกแนน ที่มีคุณสมบัติในการลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้ ซึ่งเจ้าสารชนิดนี้เป็นสารที่อุดมอยู่ในงาดำ นอกจากนี้ในงาดำก็ยังอุดมด้วยสารไฟโตสเตอรอล ที่มีโครงสร้างใกล้เคียงกับคอเลสเตอรอล แต่ไม่เป็นอันตรายกับสุขภาพ ซึ่งการรับประทานงาดำเข้าไปก็จะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ ได้ แต่ทั้งนี้ก็ควรรับประทานงาดำไม่ให้เกินวันละ 10-15 กรัม เพราะงาดำเป็นธัญพืชที่ให้พลังงานจากไขมันค่อนข้างมากนะคะ

-บำรุงหัวใจ
เพราะงาดำสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้ จึงทำให้สุขภาพหัวใจแข็งแรงขึ้น เพราะเมื่อร่างกายมีระดับคอเลสเตอรอลที่ลดลง ก็จะส่งผลให้หลอดเลือดหัวใจสะอาดขึ้น ระบบไหลเวียนเลือดก็ดีขึ้น ลดความเสี่ยงได้ทั้งโรคหัวใจและหลอดเลือด หรือโรคความดันโลหิตสูง

-ป้องกันโรคมะเร็ง
สารต้านอนุมูลอิสระที่อัดแน่นเต็มเมล็ดงาดำ เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้งาดำกลายเป็นอาหารต้านมะเร็งที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะโรคมะเร็งลำไส้ เพราะไฟเบอร์ที่อยู่ในงาดำจะเข้าไปกระตุ้นการทำงานของระบบลำไส้ ทำให้ลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น ความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ก็ลดลง นอกจากนี้สารเซซามินที่มีอยู่ในงาดำก็ยังช่วยป้องกันสารอนุมูลอิสระไปทำลายตับ และเมื่อตับสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพแล้ว ก็จะไม่มีสารพิษสะสมในร่างกายจนก่อให้เกิดโรคมะเร็งนั่นเอง แต่ทั้งนี้เอง หากรับประทานมากเกินไปก็อาจทำให้เสี่ยงกับโรคมะเร็งได้เหมือนกัน ฉะนั้นต้องรับประทานในปริมาณที่พอดีจะดีที่สุดค่ะ

-ช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย
แม้จะเป็นเพียงธัญพืชเมล็ดเล็ก ๆ แต่งาดำก็อุดมไปด้วยไฟเบอร์จำนวนมาก ซึ่งถ้ารับประทานบ่อย ๆ ก็จะช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น หมดปัญหาเรื่องท้องผูกไปได้เลยล่ะค่ะ ใครที่มีปัญหาเรื่องระบบขับถ่ายลองหางาดำมารับประทานกันดูนะคะ

-บรรเทากลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน
กลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือนถือเป็นปัญหาของคุณสาว ๆ หลายคน เพราะทำให้อารมณ์แปรปรวน หรือเกิดอาการปวดท้อง ปวดศีรษะ เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว นอนไม่หลับ จนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต แต่ถ้าอยากจะลดอาการเหล่านี้แนะนำให้รับประทานงาดำค่ะ เพราะงาดำอุดมไปด้วยวิตามินบี แคลเซียม แมกนีเซียม และสังกะสี ที่ช่วยลดอาการ PMS ได้เป็นอย่างดี บอกลาอาการต่าง ๆ ก่อนมีประจำเดือนไปได้เลย

-แก้ผมร่วง บำรุงเส้นผม
งาดำเป็นธัญพืชที่อุดมไปด้วยไขมันที่ดี ไม่ว่าจะเป็นไขมันโอเมก้า 3, 6 และ 9 ซึ่งล้วนสำคัญต่อการเจริญเติบโตของเส้นผม อีกทั้งช่วยบำรุงให้หนังศีรษะและเส้นผมชุ่มชื้นมีสุขภาพดี ยิ่งถ้าหากใช้น้ำมันงาดำมานวดศีรษะเป็นประจำด้วยละก็ จะยิ่งช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดบริเวณศีรษะทำให้เส้นผมได้รับแร่ธาตุและวิตามินมากขึ้น ไม่หลุดร่วงและยังดกดำเงางามขึ้นค่ะ

-ช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น
แคลเซียมและแมกนีเซียมที่อยู่ในงาดำ มีส่วนสำคัญที่ช่วยบรรเทาความเครียด ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย นอกจากนี้ทริปโตเฟน  ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่มีในงาดำก็ยังเข้าไปช่วยเสริมสร้างการทำงานของเซโรโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการนอนหลับ ทำให้นอนหลับได้ดียิ่งขึ้นนั่นเอง

-บำรุงสมอง ป้องกันโรคอัลไซเมอร์
การรับประทานสารสกัดจากงาดำสามารถช่วยป้องกัน และชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้ โดยในการศึกษาได้ให้อาสาสมัครที่อยู่ในกลุ่มสูงวัยรับประทานสารสกัดจากงาดำแบบแคปซูลปริมาณ 500 มิลลิกรัม ทุกวันติดต่อกัน 9 สัปดาห์ พบว่าหลังจาก 9 สัปดาห์ผ่านไป อาสาสมัครเหล่านี้มีพัฒนาการในด้านความจำและการเรียนรู้ที่ดีขึ้น ดีแบบนี้ต้องรีบหามาลองแล้ว

บำรุงสายตา
ในการแพทย์แผนจีนเชื่อว่าดวงตานั้นสัมพันธ์กับตับ ดังนั้นหากตับมีปัญหาก็จะทำให้ดวงตาอ่อนล้า ตาแห้ง และมองเห็นไม่ชัดได้ จึงทำให้มีการนำงาดำมาใช้ในแพทย์แผนจีนเพื่อบำรุงสายตาและตับไปพร้อม ๆ กัน เมื่อตับมีสุขภาพดี ดวงตาก็จะชุ่มชื้นและใสปิ๊ง หมดปัญหาสุขภาพตาไปได้เลย…


“กล้วยเชื่อม” ขนมหวานทรงโปรด ในหลวง รัชกาลที่ ๙

ทรงโปรดเสวย

ขนมหวานจานโปรด ทำง่าย “กล้วยเชื่อม” อีกหนึ่งเมนูขนมหวานที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ทรงโปรดเสวย หากใครต้องการลองทำทานเองที่บ้าน ไปดูส่วนผสมและก็วิธีทำกันเลย

ทรงโปรดเสวย

ขนมหวานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ทรงโปรดเสวย

ส่วนผสม

-น้ำตาลทราย 400 กรัม

-น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ

-น้ำกะทิ 1/2 ถ้วยตวง

-เกลือป่น 1/2 ช้อนชา

-กล้วยห่าม 8-10 ผล

วิธีทำ

-นำกระทะทองเหลืองหรือหม้อไปตั้งบนไฟอ่อน จากนั้นผสมน้ำตาลทราย น้ำเปล่า และน้ำมะนาวลงไป คนจนส่วนผสม ทุกอย่างเข้ากันดี

-นำกล้วยที่ปอกแล้วลงไปเชื่อมต่อจนกล้วยสุกทั่ว โดยสังเกตว่าผิวกล้วยจะใส ฉ่ำ และเป็นเงา จากนั้นตักใส่จานเสิร์ฟไว้

-ทำน้ำราดหน้าโดยผสมน้ำกะทิกับเกลือป่นเข้าด้วยกัน นำไปตั้งบนไฟอ่อน ๆ สักพัก คนเบา ๆ ระวังอย่าให้กะทิแตกมัน

-ก่อนจะเสิร์ฟ ให้ราดน้ำกะทิบนกล้วยที่เชื่อม แล้วสามารถเสิร์ฟทั้งขณะร้อนหรือเย็นได้เลย

ประโยชน์ของกล้วย

เป็นแหล่งพลังงานสำรองชั้นดีที่อุดมไปด้วยน้ำตาลธรรมชาติมากถึง 3 ชนิด ได้แก่ ซูโครส ฟรุกโตส และกลูโคส นอกจากนี้ยังมีเส้นใย กากอาหาร และยังมีแร่ธาตุอย่างแมกนีเซียมและโพแทสเซียมที่มีส่วนช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตได้อีกด้วย

-แก้อาการนอนไม่หลับ

-บรรเทาอาการของโรคริดสีดวงทวารและป้องกันการเกิดโรคมะเร็งลำไส้

-รักษาโรคโลหิตจาง

-บรรเทาโรคกระเพาะอาหาร

-แก้อาการท้องเสีย

-ช่วยชะลอความแก่

-ช่วยลดน้ำหนัก…